[แปลไทย] สัมภาษณ์นิตยสาร Marie Claire เดือนกุมภาพันธ์ 2017
[แปลไทย] สัมภาษณ์นิตยสาร Marie Claire เดือนกุมภาพันธ์ 2017
นาฬิกาเวลาของ “จีชางอุค” ไม่เคยหยุดเดิน เขาไม่เคยกลัวความไม่แน่นอนที่อยู่ตรงหน้า และกลับมุ่งมั่นก้าวเดินไปข้างหน้าจนถึงตอนนี้ ได้ปลดปล่อยและเติมเต็มตนเองอย่างไม่เคยหยุด
สำหรับนักแสดงแล้ว บทบาทที่ได้รับต่างผันแปรไปเรื่อยๆ สำหรับจีชางอุคเองนั้น บทบาทที่เขาได้รับมีตั้งแต่ ‘ดงเฮ’ ชายหนุ่มที่น่าทึ่งในซีรีย์เรื่อง “Smile Dong Hae” หรือเป็นจักรพรรดิ์ผู้อ่อนแอใน “Empress Ki” จากนั้นก็มาเป็นฮีโร่เด็กส่งของที่แข็งแกร่งและคล่องแคล่วในซีรีย์เรื่อง “Healer” และต้องมาแสดงบทบู๊เสี่ยงตายในบทของทหารรับจ้างที่จับพลัดจับผลูมาเป็นบอดี้การด์หนุ่มมาดเข้ม จนทำให้เขาขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของการแสดง เป็นนักแสดงที่แฟนๆ ละครทั่วเอเซียต่างชื่นชมยกย่องและยอมรับในฝีมือการแสดงของเขา ความกังวลต่างๆ ที่เคยมีเมื่อแรกเดินเข้าสู่เส้นทางนักแสดงได้กลายเป็นพลังให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อเขาพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก กำลังใจที่ดีที่สุดมาจากคุณแม่สุดที่รัก และเพื่อนสนิทของเขา (หมาน้อยของเขาก็เป็นกำลังใจส่วนหนึ่งด้วยนะ) ดังนั้นโลกของ “จีชางอุค” จึงได้ถูกเติมเต็มด้วยความรัก และการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนๆ และแฟนๆ
ก่อนที่ผมจะมาเป็นนักแสดง ผมก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ในอดีตผมเคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องการแสดงมากๆ แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมกังวลที่สุดในฐานะผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งก็คือจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข สำหรับคำตอบนั้น ผมเองก็ยังไม่แน่ใจครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมรู้เพียงว่าความสุขและ ความทุกข์ของผมขึ้นอยู่กับความคิดของตัวผมเองครับ”
วันนี้เป็นวันแถลงข่าวเปิดตัว “Fabricated City” ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตที่คุณแสดงนำ คุณต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ
JCW: “ใช่ครับ ผมตื่นเต้นมากจนเมื่อคืนนอนไม่หลับเลย เหนือสิ่งอื่นใดผมอยากรู้ว่าภาพยนตร์จะออกมาเป็นยังไงน่ะครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีส่วนประกอบที่เหมือนการ์ตูนอยู่มาก และมีฉากที่ผมนึกภาพไม่ออกตอนอ่านจากในบท ดังนั้นเวลาแสดงฉากนั้นๆ ผมจึงต้องใช้จินตนาการล้วนๆเลยครับ ผมเลยอยากเห็นว่าฉากเหล่านั้นจะออกมาเป็นอย่างไรน่ะครับ ตอนนี้หนังยังไม่เข้าโรง ส่วนทางด้าน CG ก็ยังไม่สมบูรณ์ ผมเลยยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นที่ตัดต่อเรียบร้อยแล้วน่ะครับ และสิ่งทีทำให้ผมอยากดูหนังมากขึ้นไปอีกก็คือเทคนิคเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณผู้กำกับ ‘พัคควางฮยอน’ นี่แหละครับ เหตุผลที่ผมรับเล่น ‘Fabricated City’ ก็เป็นเพราะคุณผู้กำกับเลยครับ ตอนที่ได้อ่านบทเรื่องนี้ ผมยังมีความลังเลอยู่ว่าจะให้หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมนำแสดงเหรอ แต่คุณผู้กำกับก็โน้มน้าวผมจนสำเร็จครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นคุณผู้กำกับพัคควางฮยอนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องแรกในชีวิตของผมจะต้องเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและสนุกมากแน่ๆเลยครับ”
Q: ในฐานะนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณคิดว่าผลลัพท์แบบไหนที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ?
JCW: “แค่สามารถทำให้ภาพยนตร์เรื่องแรกของผมออกมาโดยสมบูรณ์ ระหว่างการถ่ายทำนักแสดงและทีมงานทุกคนปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ผมถือว่าเป็นการเป็นประสบความสำเร็จนะครับ แต่ก็แน่นอนละครับ หากภาพยนตร์ได้รับความนิยมติด Box office ก็คงจะดีมากครับ นั่นคือสิ่งที่ผมหวังอยากให้เป็นอย่างนั้นนะครับ หากคนดูทุกๆคนเลือกดู และประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคงจะดีมากๆนะครับ แต่..ผมเองก็ไม่อยากโลภมากหรอกครับ” (ไม่กล้าคาดหวังเยอะ)
คุณผู้กำกับ ‘พัคควางฮยอน’ คงรู้สึกกดดันเช่นกันนะคะเพราะ ‘Fabricated City’ ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขากลับมานั่งเก้าอี้กำกับหลังจากเรื่อง ‘Welcome to Dongmakgol’ (ยัยตัวจุ้น สมรภูมิป่วน) ในปี 2005 บางทีความรู้สึกกดดันของคุณสองคนอาจสร้างเป็นพลังบวกขึ้นมาก็ได้นะคะ
JCW: “ผมว่าความกดดันของผู้กำกับน่าจะมากกว่าของผมนะครับ เพราะเขาเป็นคนพิถีพิถันจริงๆ เขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากเพื่อทำให้งานได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เขาจะทำจนกว่าแต่ละฉากนั้นจะออกมาได้ตามที่เขาพอใจและออกมาดี จนกว่าเขาจะพูดคำว่า “โอเค” นั่นแหละ นั่นยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้เขามากขึ้น นี่เป็นครั้งแรกในการแสดงภาพยนตร์ของผม มีหลายสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ผมเพียงแค่ไว้ใจในตัวคุณผู้กำกับ และเมื่อมองไปที่นักแสดง กับทีมงานก็สามารถทำให้ผมสบายใจ และผ่อนคลายมากขึ้นครับ”
Q: “แอ็คชั่น” คือคีย์เวิรด์อีกครั้ง จากซีรีย์ ‘Healer’ จนถึง ‘THE K2’ เมื่อพูดถึงบทแอ๊คชั่นหรือบทบู๊ คุณก็จัดอยู่นักแสดงพระเอกคิวบู๊แนวแอ๊คชั่นด้วยเหมือนกัน ว่าไหม?
JCW: “ผมค่อนข้างที่จะแปลกใจเรื่องนั้นเหมือนกัน ผมไม่ได้จงใจให้เป็นอย่างนั้นนะครับ ผมแค่เลือกงานตามสถานการณ์ที่พาไป เพียงแต่เมื่อผมถูกรับเลือกให้เล่น บทนั้นๆ มักจะเป็นบทบู๊ไปโดยปริยายน่ะครับ แต่ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากจะหยุดแสดงบทบู๊แล้วล่ะ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากจะลองซึ่งผมคิดว่ามันคงจะสนุกไม่น้อยเลยนะ ผมคิดว่าผมโชคดีที่ได้เล่นบทบู๊ในขณะที่ร่างกายผมยังฟิตอยู่ 555 จริงๆ แล้วการแสดงบทบู๊นั้นก็สะใจดีนะครับ มันทั้งสนุกและดูเท่ห์ บางทีฉากบู๊ก็เหมือนกับฉากโรแมนติกนะสำหรับผม ผมจำได้ว่าเคยดูเรื่อง Fist of Fury เมื่อตอนเป็นเด็ก (คนเล็กต้องใหญ่ แสดงโดยโจวซิงฉือ) ผมพยายามเลียนแบบท่าทางในหนังใหญ่เลยครับ”
Q: ถ้าพูดถึงความสนุกที่ได้รับจากการดูหนังแอ๊คชั่นก็คือ ‘ความมันส์’ สินะคะ
JCW: “ผมหวังว่า “Fabricated city” จะทำให้คนดูรู้สึกถึงความมันส์นั้นได้ครับ ตัวเอกในเรื่องเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ละทิ้งอาชีพนักกีฬา เขาเลิกเล่นเทควันโดเพราะเรื่องเข้าใจผิด และกลายมาเป็นคนตกงาน เขาได้เข้าร่วมกลุ่มกับคนรอบตัว และช่วยกันต่อสู้อำนาจมืดและฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน หนทางที่เขาใช้ในการทวงคืนความยุติธรรมนั้นจะทำให้ปริศนาค่อยๆ คลายปมออกมา ผมหวังว่าความสะใจที่ตัวเอกในหนังรู้สึกจะสามารถส่งไปถึงผู้ชมได้ครับ รวมไปถึงความรู้สึกที่ว่าโลกใบนี้ยังคงเป็นโลกที่น่าอยู่ด้วยครับ"
Q: จะว่าไปแล้ว คุณยังไม่เคยแสดงเป็นพระเอกที่สุดแสนจะเท่ห์ และเพอร์เฟคสุดๆ เลยนะคะ คาแรคเตอร์ที่คุณแสดงไว้มีแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด หรือไม่ก็ขาดอะไรสักอย่างในชีวิต
JCW: “ก็เพราะว่าบทบาทแบบนั้นไม่น่าสนใจสำหรับผมน่ะสิครับ ผมไม่คิดว่าจะมีใครเพอร์เฟค หรือไร้ที่ติได้ขนาดนั้นหรอกครับ แต่การไม่ขาดอะไรเลยในชีวิตก็เป็นข้อเสียได้เหมือนกันนะ เวลาผมแสดงผมมักจะคิดถึงว่าอะไรที่จะสามารถทำให้คาแรคเตอร์นี้มีที่ติได้บ้าง”
JCW: “ขาดความรักครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งให้ หรือทั้งรับ” (หืมม...กลอกตา มองบน กระแอมไอเบาๆ...ใช่เหรอคะอุคจ๋า แล้วที่แฟนๆรักนี่ไม่พอชิมิคะ 555)
Q: ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตารางงานของคุณแน่นมากจนไม่มีเวลาให้พักเลย แล้วคุณยังมีงานที่ประเทศจีนอีก
JCW: “ผมทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเลยครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่หมดแรงหรือหมดไฟ ผมก็จะชารต์แบตให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ความรู้สึกหรือร่างกายก็ตาม เมื่อก่อนตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ เมื่อถึงช่วงที่ผมได้หยุดพัก ผมจะรู้สึกว่าเวลาเหลือเยอะจัง แต่พอถึงตอนนี้เวลาที่มีนั้นไม่พอเลยครับ ผมอยากมีเวลาให้กับตัวเองบ้าง อย่างเมื่อก่อนเวลาเพื่อนๆผมชวนไปข้างนอก ถึงแม้ว่าผมจะไม่อยากไป แต่ผมก็ตามไปอยู่ดีเพราะว่าผมว่างครับ แต่ตอนนี้ผมจะเป็นฝ่ายชวนเพื่อนๆออกมาเองเสียมากกว่า ก็ต้องขอบคุณที่เพื่อนๆว่าง่ายครับ”
Q: คุณมีวิธีชารต์แบตให้ตัวเองยังงัยคะ?
JCW: “ช่วงที่ถ่ายซีรีย์ THE K2 จบ เป็นช่วงใกล้สิ้นปีพอดีครับ ดังนั้นเราจึงมีปาร์ตี้สังสรรค์กันเยอะเลยล่ะครับ 555 ผมดื่มด่ำกับการดื่ม (แอลกอฮอลล์) อยู่ 3 อาทิตย์ได้ จากนั้นจึงกลับมาดื่มชาเหมือนเดิมครับและเริ่มออกไปทานข้าวนอกบ้านด้วย ผมทานทุกอย่างที่ผมอยาก ถึงแม้ผมจะไดเอตอยู่ก็ตาม นี่เดี๋ยวผมต้องเดินสายโปรโมตหนังด้วย ผมมักจะน้ำหนักขึ้นช่วงที่ผมได้พักครับ ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นนะ แต่เพราะผมเป็นคนรักการกินมาก ผมจึงไม่ค่อยเลือกทานเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมกลับมาดื่มชาแทนแอลกอฮอลล์แล้วครับ และทานข้าว 2-3 มื้อต่อวันเท่านั้นเอง 555
Q: ในขณะเดียวกันนักแสดง “จีชางอุค” ก็ได้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อคุณอย่างไรบ้าง?
JCW: “ด้วยความสัตย์จริงนะ ผมไม่ได้ใส่ใจว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ทุกอย่างในชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิม ผมก็ยังคงออกไปหาเพื่อนคนเดิมๆ ชีวิตไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปขนาดนั้นเลยครับ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปเจอเพื่อนเก่าที่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วเขาบอกว่าเขาคิดว่าผมจะเป็นเด็กน้อยตลอดไป แต่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่ซะแล้ว ผมเองก็คิดเหมือนกันนะ แต่ก็รู้สึกเศร้านิดหน่อยกับคำพูดของเพื่อน เพราะถึงแม้ตอนนี้ผมจะอายุมากขึ้นแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะใช้ชีวิตแบบเด็กๆอยู่”
Q: ครั้งหนึ่งคุณเคยตัดสินใจเดินทางไป ‘ชองดงจิน’ อย่างกระทันหัน คุณเก็บกระเป๋าแล้วก็ขึ้นรถไป แล้วก็ไปนอนหลับที่จุดพักรถด้วย?
JCW: “ใช่ครับ ตอนนั้นเป็นช่วงหน้าร้อน ผมนอนที่จุดพักรถ แล้วจึงเดินทางไปปูซานต่อครับ”
Q: ตอนนี้คุณไม่มีเวลาว่างเหมือนเมื่อก่อนแล้ว คงจะเป็นเรื่องยากที่จะไปไหนมาไหนแบบปุบปับแบบนั้นอีก
JCW: “แม้ว่าผมจะทำแบบนั้นไม่ได้บ่อยๆ แล้ว แต่ผมเพิ่งไปประเทศญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ มาเมื่อไม่กี่วันก่อนเองครับ มันเป็นช่วงที่ผมกับเพื่อนๆ รู้สึกเซ็งๆ เลยอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศน่ะครับ พวกเราก็เลยเฮโลพากันไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง พวกเราไปออนเซน ไปทานอาหารอร่อยๆ แล้วก็ไปเที่ยวชมเมืองกันมาครับ ผมโชคดีมากที่ผมมีเพื่อนๆ ที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ด้วยได้ เพื่อนที่พร้อมออกเดินทางแบบนั้นไปกับผม ผมรู้สึกขอบคุณจริงๆ เราทุกคนต่างก็มีช่วงเวลาที่สุขและทุกข์กันทั้งนั้น ในฐานะนักแสดง ก็จะมีช่วงเวลาที่ผมสงสัยเหมือนกันว่าผมจะทำมันได้ดีหรือเปล่า แต่แล้วก็จะมีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกมีความสุขเพียงเพราะผมได้แสดง ความเดียวดายที่รู้สึกในฐานะคนๆหนึ่ง ผมไม่อยากจะรู้สึกแบบนั้นอีก แต่ความรู้สึกก็มากขึ้นทุกครั้งเมื่อใกล้สิ้นปี ดังนั้นผมจึงเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศไทยกับแม่ของผม เพราะว่ามันอาจจะเป็นทริปสุดท้ายที่จะได้เที่ยวกับแม่ก่อนผมจะเข้ากรมน่ะครับ”
Q: การที่คุณได้มาเป็นนักแสดง เป็นเรื่องที่ดีใช่มั้ยคะ?
JCW: “แน่นอนครับ ถึงแม้ว่าจะมีช่วงที่ต้องเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เมื่อไหร่ที่ผมสามารถผ่านมันไปได้ และได้ยืนบนเวทีพร้อมกับนักแสดงคนอื่นๆ แล้วล่ะก็ ผมจะรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเลยล่ะครับ เมื่อผมจินตนาการถึงช่วงเวลาแบบนั้น ผมก็จะสามารถเอาชนะความเจ็บปวดที่ต้องทำงานอย่างหนักตลอดคืน หรือการออกกำลังกาย และการฝึกซ้อมอย่างหนักไปได้ครับ ตอนนี้สถานที่ถ่ายทำสะดวกสบายขึ้นเยอะเลยครับถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ตอนที่ผมเข้าวงการมาใหม่ๆ ผมจะไม่เจอหน้าใครเลย 2 วันก่อนที่จะถ่ายทำ เพื่อที่ผมจะได้โฟกัสกับบทได้อย่างเต็มที่ครับ ตัวละคร ‘มีพุง’ ที่ผมเล่นในเรื่อง ‘My Too Perfect Sons’ มีนิสัยที่แตกต่างจากตัวผมจริงๆ โดยสิ้นเชิงเลยครับ เขาเป็นคนอ่อนโยนและชอบการถักนิตติ้ง เพื่อที่จะแสดงบทนี้ให้ได้ ผมจึงปิดตัวเองอยู่ในห้อง แล้วคิดว่าถ้าผมเป็น ‘มีพุง’ ผมจะแสดงออกต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร พอมาถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่าเราไม่สามารถกลายเป็นตัวละครนั้นๆ ได้จริงๆ หรอก ผมเพียงแค่ต้องแกล้งทำให้เหมือนตัวละครนั้นๆ ให้ดีเท่านั้น อย่างเช่น ถึงแม้เวลานั้นตัวผมจริงๆ จะไม่ได้รู้สึกเศร้า แต่ผมต้องคิดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวละครนั้นออกมาเศร้ามากๆ การแสดงของผมต้องจริงใจ และสมจริง”
Q: คุณรู้สึกอย่างไรหากมองย้อนกลับไปในวัย 20?
JCW: “ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอย่างเคร่งเครียดและทำงานอย่างหนัก แต่พอผมเข้าวัย 30 แล้ว ผมเพิ่งมานั่งนึกว่า มีเทศกาลคริสต์มาสกี่ครั้งที่ผมได้พักจริงๆ จังๆ มีกี่ครั้งที่ผมไม่ได้ฉลองวันเกิดในกองถ่าย มีกี่ครั้งที่ผมสามารถหยุดอยู่บ้านในช่วงปีใหม่โดยทำเพียงแค่พักผ่อนอย่างเดียว เมื่อผมลองนึกดู เวลาเหล่านั้นมีไม่เยอะเลยครับ”
Q: คุณบอกว่าคุณอยากจะขี่มอเตอร์ไซค์ฮาร์เล่ย์แล้วท่องเที่ยวก่อนที่คุณจะอายุ 30
JCW: “การขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกของผมอยู่แล้วครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ไปทริปใหญ่ๆ แต่ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ของผมทั้งตอนฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ผมขี่ไปแถบชานเมืองของโซลกับเพื่อนๆ และตอนไปเที่ยวที่ประเทศอิตาลี่ก็เช่นกันครับ”
Q: ถึงแม้ว่าในวันหยุดของคุณ คุณสามารถเลือกที่จะพักโดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าคุณมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเลยนะคะ
JCW: “ถึงจะดูเหมือนว่าผมมีอะไรให้ทำ แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ถึงผมจะออกไปขี่มอเตอร์ไซค์ และพบปะกับเพื่อนๆ แต่เมื่อผมเจอพวกเขา พวกเราก็แค่นั่งคุยกันชิลๆ อยู่ในคาเฟ่เท่านั้นเองครับ”
Q: ตารางเวลาของคุณแน่นมากๆ เลยนะคะ
JCW: “นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมแสดงละครเวที ‘The Days’ ควบคู่ไปพร้อมๆ กับการถ่ายทำ ‘THE K2’ น่ะครับ แถมยังมีงานแฟนมีตติ้งที่จัดขึ้นริมแม่น้ำฮันอีก ผมอยากจะจัดงานแฟนมีทติ้งที่ไม่ต้องอัดแน่นไปด้วยการแสดงต่างๆ แต่แค่อยากให้เป็นงานที่ผมจะได้ใช้เวลาร่วมกับแฟนๆ อย่างสบายๆ ในระหว่างที่ดูละครไป กินไก่ทอดและจิบเบียร์ไปน่ะครับ โชคดีมากที่ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้จัดงานแบบนี้ ที่จริงแล้วมันก็อาจจะเกินไปอยู่ซักหน่อยเหมือนกันที่ผมเอา ‘The Days’ มาอัดในตารางงานที่แน่นอยู่แล้ว แต่ว่าละครเวทีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบมากจริงๆครับ และยิ่งไปกว่านั้นคือผมชอบทุกคนในละครเวทีเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณทีมงานทั้งของ ‘THE K2’ และ ‘The Days’ ที่เอาใจใส่ตารางงานของผมด้วยครับ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยครับ ผมรู้สึกเสียใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกมีความสุข และโชคดีมากจริงครับ”
Q: ปีนี้คุณต้องเข้ากรมแล้ว คุณอาจจะรู้สึกกังวลเรื่องช่องว่างระหว่างอายุที่แตกต่างกันมาก
JCW: ”จะไม่ดีกว่าเหรอครับถ้าเข้ากรมไปตอนนี้ ผมจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับเพื่อนที่อายุน้อยกว่า แน่นอนว่าที่นั่นคงมีคนหลายประเภท และคงมีคนที่อาจจะแกล้งผมด้วย แต่ถึงแม้เราจะอายุจะต่างกันมาก แต่ผมคิดว่าผมจะเรียนรู้จากพวกเขาได้เยอะเลยนะครับ และก่อนที่ผมจะเข้ากรม ผมก็อยากจะทำงานอีกหนึ่งชิ้นที่ผมจะสนุกไปกับมันได้ครับ”
แปลไทยโดย: Ji Chang Wook Thailand by Naja
Eng translations: @teappani .. Thank you very much






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น